| กลยุทธ์ สู่ความ สุข สงบ เย็น |
|
|
|
|
ธรรมบรรยายเรื่อง “5 กลยุทธ์ สู่ ความสุข สงบ เย็น"
บรรยายโดย พระมหาวัลลภ อคฺคธมฺโม
๑. สร้างวันเวลาให้เป็นมงคล
คำว่ามงคลในทัศนะของบุคคลทั่วไป
หมายถึง สิ่งที่ประเสริฐ
สิ่งที่ดีงาม มีทั้งที่เป็นวัตถุ เช่น
วัตถุมงคลประเภทต่างๆและที่เป็นนามธรรม
เช่น วันเวลา ฤกษยาม
ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจำนวนมากจึงนิยมแสวงหาวัตถุมงคลมาไว้กับตัวด้วยความรู้สึกว่า
เมื่อมีแล้วจะช่วยบันดาลให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นกับชีวิต ทั้งในเรื่องการป้องกันภัย การให้โชคลาภ รวมไปถึงความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน แม้แต่การกำหนดดูฤกษ์ยามในการจัดกิจกรรม
พิธีกรรมต่างๆก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน
ตามหลักการของพุทธศาสนา สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแค่เครื่องปลุกปลอบใจ
ให้กำลังใจในการดำเนินชีวิตเท่านั้น
ไม่ใช่มงคลที่แท้จริง มงคลที่แท้จริงตามหลักการของพุทธศาสนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเราโดยตรง ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสหลักธรรมที่เป็นสิ่งสร้างมงคลให้กับชีวิตไว้
๓๘ ประการ มีการไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต และ
การบูชาคนที่ควรบูชา เป็นต้น
ผู้ที่ปฏิบัติตามหลักธรรม ทั้ง ๓๘ ประการนี้ ชีวิตจะมีแต่สิ่งที่เป็นมงคลตลอดเวลา แต่หากละทิ้งหลักธรรมเหล่านี้ ถึงแม้จะวัตถุมงมลมายมายเพียงใด
หรือจะเคร่งครัดในการถือฤกษ์ยามแค่ไหนชีวิตก็จะเจอแต่ปัญหาไม่รู้จักจบสิ้น
ดังนั้น คำว่า สร้างวันเวลาให้เป็นมงคล จึงหมายถึง
ไม่ไปหวังพึ่งมงคลจากสิ่งภายนอก
แต่สร้างวันเวลาของชีวิตให้เกิดเป็นมงคลด้วยตัวเราเอง โดยการ ปฏิบัติตามหลักมงคลชีวิต ๓๘
อย่างเคร่งครัด ซึ่งเมื่อปฏิบัติเช่นนี้ มงคลก็จะเกิดอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
เป็นเหตุให้ ความปลอดภัย ความสุข ความสำเร็จและสิ่งดีๆอื่นๆอีกมากมายเกิดชึ้นกับชีวิต
๒. สร้างคนให้เป็นคนดี
ในโลกมีคนอยู่สองประเภท คือคนดี
และคนไม่ดี
และคงจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป คงไม่มีใครสามารถทำให้คนทั้งโลกเป็นคนดีหรือคนชั่วโดยส่วนเดียวได้ แต่ที่โลกยังคงดำรงอยู่และดำเนินไปได้อย่างสงบสุข ก็เพราะจำนวนคนดีมากกว่าคนไม่ดี
หากต้องการให้ความสงบสุขเช่นนี้ดำรงอยู่และดำเนินต่อไป เราทุกคนต้องช่วยกันขับเคลื่อนพันธกิจอย่างหนึ่งได้แก่
การสร้างคนให้เป็นคนดี หรือสร้างทรัพยากรณ์มนุษย์ให้เกิดขึ้นบนโลกให้มากที่สุด
การสร้างคนให้เป็นคนดี สามารถทำได้ สองทางหลักคือ
๑.ด้านทุนทรัพย์
เป็นต้นว่า ให้ทุนการศึกษา บริจาคอุปกรณ์การศึกษา
ให้รางวัลแก่ผู้ที่สร้างความดีสร้างสถานที่เพื่อการศึกษา เพื่อปฏิบัติธรรม ฯลฯ
๒.ด้านนามธรรม
แบ่งเป็นสองส่วน คือ ๑.สติปัญญา เช่น ถ่ายทอดวิทยาการแขนงต่างๆให้ ให้คำแนะนำ และอบรมสั่งสอน ๒.น้ำใจ เช่น
ชื่นชมให้กำลังใจแก่คนที่ทำความดี
ให้โอกาสแก่คนที่ทำผิดพลาดได้ปรับปรุงตัวใหม่
สิ่งสำคัญเกี่ยวกับการสร้างคนให้เป็นคนดีนั้น
ต้องเริ่มจากคนใกล้ตัวก่อน เช่นพ่อแม่เลี้ยงลูกให้ เจริญเติบโตเป็นคนดี ครูอาจารย์
สอนทั้งวิชาการความรู้พร้อมทั้งปลูกฝังจริยธรรมให้กับศิษย์เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นการให้โอกาสเพื่อให้เกิดการพัฒนา
ทั้งด้านพัฒนาการของชีวิต สติปัญญา และความดี เป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่จะเจริญเติบโตเป็นคนดีสร้างประโยชน์และความสงบสุขแก่สังคมในวันข้างหน้า แม้อาจจะมีบางกลุ่มไม่ได้เป็นไปตามที่เราหวังก็อย่าเพิ่งไปน้อยใจ
หรือหมดกำลังใจ เพราะเป็นเรื่องปกติธรรมดา
๓. สร้างที่ให้เป็นอาราม
คำว่าอาราม แปลว่า
สถานที่ที่น่ายินดี เป็นสัญลักษณ์ของความสงบร่มเย็น เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ปฏิบัติธรรม
กล่าวโดยสรุปก็คือสถานที่ใดมีการปฏิบัติธรรม
สถานที่นั้น เรียกว่าอาราม
ดังนั้น การสร้างที่ให้เป็นอาราม หมายถึง การทำบ้านที่เราอยู่อาศัยให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของคนในครอบครัว
โดยการที่คนในครอบครัวดำเนินชีวิตบนพื้นฐานแห่งวิถีพุทธธรรม คือทุกคนทำหน้าที่ของตนเองอย่างถูกต้อง
ไม่นำชีวิตไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขและสิ่งที่ผิดศีลธรรมทั้งมวล รวมถึงไม่ละเลยหน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อสังคม บ้านที่สมาชิกในครอบครัวปฏิบัติเช่นนี้ ก็จะกลายเป็นอาราม คือ บ้านที่สงบ ร่มเย็น น่าอยู่อาศัย
เรียกว่าบ้านแสนสุข ซึ่งแตกต่างจากบ้านที่สมาชิกในครอบครัวไม่ได้ดำรงตนอยู่ในศีลธรรม ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน หรือนำชีวิตไปเกี่ยวพันกับอบายมุขและสิ่งผิดกฏหมาย ถึงแม้จะมีฐานะร่ำรวยขนาดไหน บ้านหลังนั้นก็จะมีแต่เรื่องเดือดร้อน
มีความวุ่นวายอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
การสร้างที่ให้เป็นอารามนั้น ยังรวมไปถึงองค์กรอื่นๆด้วย เช่น
สถาบันการศึกษา บริษัท หน่วยงานราชการ ฯลฯ
องค์กรที่บุคคลในองค์กรทุกภาคส่วนนำธรรมไปใช้เป็นพลังขับเคลื่อนในการทำงาน กล่าวคือทุกคนยึดถือธรรมเป็นหลักใจในการปฏิบัติหน้าที่
เช่น ผู้นำ ปฏิบัติต่อลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเมตตา ให้เกียรติ
มีความยุติธรรม และไม่เอาเปรียบลูกน้อง ส่วนลูกน้องก็ให้ความเคารพต่อผู้นำ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน ทำงานด้วยความขยันและซื่อสัตย์สุจริต บรรยากาศในองค์กรเหล่านั้นก็เปรียบได้กับอาราม จะอบอวนไปด้วยความสุขความสงบ
ส่งผลให้กิจกรรมต่างๆดำเนินไปได้อย่างราบรื่น มีความเจริญก้าวหน้าไปตามลำดับ ในทางตรงกันข้าม องค์กรที่บุคคลในองค์กรไม่มีธรรมเป็นหลักใจแต่กลับยึดเอาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นพลังขับเคลื่อนในการทำงาน
สภาพบรรยากาศในองค์กรนั้นๆก็ไม่ต่างอะไรกับขุมนรกเพราะจะมีแต่ความเร่าร้อนด้วยปัญหาต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกิเลสคือความเห็นแก่ตัวของบุคคลในองค์กร
๔. สร้างความงามภายใน
มนุษย์แบ่งความงามเป็นสองประเภทหลักๆ คือ ความงามภายนอก หมายถึง
ความสมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบแห่งความงามภายนอก เช่น รูปร่างหน้าตาหรือผิวพรรณงดงาม เสื่อผ้าอาภรณ์เครื่องประดับงดงาม กิริยามารยาทงดงาม ความงามภายใน หมายถึง
ความงดงามของจิตใจซึ่งเป็นความงามที่เกิดจากใจที่สะอาดบริสุทธิ์ด้วยธรรม ผู้ที่มีความงามภายนอก
เป็นเสน่ห์เบื้องต้นให้ได้รับความสนใจ ได้รับการช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
แต่เสน่ห์นั้นจะครองใจผู้อื่นได้ไม่นานหากขาดความงามภายใน
พระพุทธองค์จึงทรงเน้นให้สร้างความงามของจิตใจ ซึ่งเป็นความงามที่ให้แต่ประโยชน์ฝ่ายเดียว
การสร้างความงามภายใน คือ การแต่งจิตให้งดงามด้วยคุณธรรม ๒ คือ
๑.ขันติ ความอดทน ได้แก่ การอดทน อดกลั้น
ต่อความลำบากตรากตรำในการทำงานหาเลี้ยงชีพ,
ต่อทุกขเวทนาจากการเจ็บป่วยไม่สบาย,และต่ออารมณ์ที่เข้ามากระทบทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ
เช่น เมื่อได้รับคำสรรเสริญ ก็ไม่แสดงอาการดีใจจนเกินงาม หรือเมื่อถูกคนอื่นสบประมาทก็สามารถควบคุมใจไม่ให้โกรธได้
รวมไปถึงการอดทน อดกลั้นต่อกิเลสประเภทต่างๆที่เกิดกับใจมี ความโลภ ความอิจฉาริษยา
ความอาฆาตพยาบาทเป็นต้น
๒.โสรัจจะ
ความสงบเสงี่ยม หมายถึง การควบคุม
การรักษากิริยาอาการให้เป็นปกติ ไม่ให้ผิดแปลกไปจากเดิมในขณะที่อดทน อดกลั้นต่อสิ่งที่มากระทบ กล่าวคือแสดงตนเหมือนกับว่า ไม่เห็น
ไม่ได้ยิน ไม่รับรู้ เกี่ยวกับความร้อน ความหนาว
อาการเจ็บป่วย หรืออารมณ์ต่างๆที่กำลังเผชิญอยู่ โสรัจจะนั้นเป็นวิธีปฏิบัติที่เกิดจากการใช้ปัญญาหาเหตุผลอธิบายเพื่อให้จิตใจมีความผ่อนคลาย
แช่มชื่น เบิกบาน เข้าใจและเกิดการยอมรับต่อสิ่งที่ต้องทน
หลายท่านอาจสงสัยว่าหลักธรรมที่สร้างความงามภายในมีแต่ขันติกับโสรัจจะเท่านั้นหรือคุณธรรมข้ออื่นเช่น
เมตตา กรุณา มุทิตา เป็นต้น ไม่สามารถแต่งใจให้งดงามได้หรือ อันที่จริงคุณธรรมฝ่ายกุศลทุกประการก็เป็นสิ่งตกแต่งจิตให้งดงามได้ทั้งนั้น
แต่ที่ท่านกล่าวเฉพาะขันติและโสรัจจะก็เพราะคุณธรรมสองประการนี้เป็นฐานให้คุณธรรมข้ออื่นๆเกิดต่อมา
ขันติมีหน้าที่ตัดอกุศลมูลภายในใจ โสรัจจะ กล่อมใจให้แช่มชื่นเบิกบาน เป็นปัจจัยหนุนให้ขันติมีกำลังอดกลั้นหรือตัดข้าศึกของความสงบ
จนสามารถควบคุมมารยาทกิริยาวาจาภายนอกให้เป็นปกติ เมื่อขันติทำหน้าที่ตัดอกุศลมูลออกไป
โดยมีโสรัจจะคอยช่วยสนับสนุนแล้ว กุศลมูลประการอื่นๆก็เกิดขึ้นมาแทน
ความงดงามแห่งจิตที่สมบูรณ์จึงเกิดขึ้น ท่านจึงเรียกผู้ที่มีขันติและโสรัจจะว่าเป็นผู้ที่มีความงดงามทั้งภายนอกและภายใน
๕. สร้างลมหายใจเป็นฐานสู่ความสุข
สงบ เย็น
ลมหายใจ
เป็นอุปกรณ์แห่งการดำรงชีวิตอย่างหนึ่งที่ธรรมชาติให้กับมนุษย์ทุกคนโดยเสมอภาคกัน
เป็นสิ่งได้ฟรีโดยไม่ต้องใช้เงินซื้อ และเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ แต่จะมีประโยชน์อะไรหากคนเราใช้ลมหายใจเพียงเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปได้เท่านั้นเอง
เหมือนกับไม่รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของลมหายใจ ทั้งที่ลมหายใจสามารถเป็นอุปกรณ์ให้เราเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาคือพระนิพพานได้ ดังนั้นคงถึงเวลาที่เราทุกคนต้องตระหนัก เรียนรู้
และเริ่มพัฒนาลมหายใจนี้เป็นฐานสู่พระนิพพาน
การสร้างลมหายใจเป็นฐานสู่ความสุข
สงบ เย็น หมายถึง การใช้ชีวิตอยู่กับลมหายใจที่สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ
เมื่อทุกลมหายใจ ความคิดและอิริยาบทของคนเรา มีสติสัมปชัญญะคอยกำกับ การดำเนินชีวิตจะเกิดความผิดพลาดน้อย
เนื่องจากสติจะคอยเตือนให้ระลึกรู้ก่อนที่จะทำ พูด และคิด ทำให้ไม่หลงลืมกิจที่ควรทำ
ในขณะปฏิบัติการ สัมปชัญญะจะคอยกระตุ้นเตือนให้รู้ตัวว่าตอนนี้กำลัง ทำ พูด หรือคิดสิ่งใดอยู่
ส่งผลให้การปฏิบัติในกิจนั้นๆสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สามารถยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ในทันที
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่งผลให้เกิดความสุข สงบ เย็นแก่ชีวิต
หลักปฏิบัติที่กล่าวมาข้างต้นนั้น
คือหลักการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นเอง โดยมีลมหายใจและอิริยาบทเป็นอุปกรณ์ในการพัฒนายกระดับจิต ซึ่งก่อให้เกิดผลสองระดับด้วยกัน ระดับต้น เป็นการพัฒนาการดำเนินชีวิตประจำวันให้อยู่กับปัจจุบันขณะ
เป็นการเจริญสติในชีวิตประจำวัน
เพื่อทำลายความประมาท และสร้างความสุข สงบแก่ชีวิต ระดับสูง เป็นการพัฒนายกระดับจิตจนถึงขั้นสามารถทำลายกิเลสทั้งปวงจนเข้าถึงความสุข
สงบ เย็นอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาคือพระนิพพาน
หากท่านมีความสนใจ ต้องการศึกษาเพิ่มเติม
ท่านสามารถส่งคำถามมาทางวัดได้สามวิธี คือ อีเมล์ไปยัง
This e-mail address is being protected from spam bots, you need JavaScript enabled to view it
หรือ โพสต์ยังเฟสบุ๊คของวัด http://www.facebook.com/atamma.org
หรือ มาพบกับพระสงฆ์ที่วัด ด้วยตัวท่านเอง
|
|
| Last Updated ( Monday, 05 March 2012 ) |
| < Prev | Next > |
|---|



